เคล็ดลับ...ทำความรักวัยใสให้กลายเป็นรักแท้


จริงอยู่ที่ใคร ๆ ว่าความรักในวัยเรียนหรือความรักในวัยเด็กนั่นมักผ่านมาแล้วก็ผ่านไป เพราะในอนาคตข้างหน้าเราอาจได้เจอใครอีกมากมายแต่เท่าที่เห็นความรักวัยเรียนบางครั้งก็ไม่ได้หมายความว่าจะผ่านมาแล้วผ่านไปเหมือนกันเชื่อมั้ยมีคนมากมายคบกันมาตั้งแต่เรียนมัธยมต้นจนจบปริญญาโท แล้วแต่งงานกัน กับกันนานเป็นสิบ ๆ ปีก็เริ่มตั้งแต่รักในวันเรียนนั่นแหละ แหมเห็นหรือยังมีรักระหว่างเรียนไม่ได้เป็นยาพิษเสมอไปนะจ๊ะ

อ๊ะอ๊ะ อย่างเพิ่งทำหูตาแวววาวไป เพราะมีไม่กี่คู่หรอกที่ทำได้ คบกันตั้งแต่เด็ก ๆ แล้วมาแต่งงานกันตอนโตน่ะถ้านับจริง อาจไม่ถึงหนึ่งเปอร์เซ็นต์ อะแฮ่ม อยากรู้มั้ยว่าคนที่เขาทำได้ ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่ว่ามันมีเหตุผลเราลองมาดูกันดีกว่าว่าทำอย่างไรจะสร้างตำนานรักได้นานขนาดนั้น

รักทั้งทีตองรักให้ถูกที่

รักถูกที่หมายถึง เธออยู่โรงเรียนไหนล่ะ คนเราจะคบกันแบบนาน ๆ มันต้องมีเวลาเรียนรู้กันให้มากที่สุด อย่าลืมว่าเราอยู่โรงเรียนแทบจะมากกว่าอยู่บ้านด้วยซ้ำ ไม่ต้องถึงขนาดต้องรักคนในห้องเดียวกันก็ได้ (เห็นมานานเบื่อมัน) เอาเป็นว่าถ้าจะมีกิ๊กมีกั๊กสักคน ไม่ต้องถ่อสังขารไปมองไกลถึงโรงเรียนต่างอำเภอ ประมาณว่าเจอกันตอนแข่งกีฬาอะไรอย่างนี้

ถ้าเป็นแบบนี้ความสัพพันธ์จะฉาบฉวย เพราะจะจี๋จ๋าอย่างมีสีสันแต่ตอนแรก ๆ เท่านั้นแหละ ต่อให้สวีทอย่างไร ความห่างไกลย่อมทำให้ห่างเหิน แล้วก็ขาดกันไป

รักให้ถูกเวลา

รักลูกเวลาก็สำคัญไม่น้อย คือเราต้องดูก่อนว่า ถ้าเขามาปิ๊งเราต้องดูให้ดีว่ามีใครมาปิ๊งเขาไว้หรือเปล่า ไม่ใช่เขาเป็นหนุ่มเจ้าเสน่ห์ มีสาว ๆ ติดตรึม วันนี้ไปเที่ยวกับคนนั้น พรุ่งนี้ไปดูหนังกับคนนี้ มะรืนมะเรื่องไปกับอีกคน

โอ้ว้าว ถ้าแบบนี้คบไปดีแต่เสียเวลา เราจะหลายเป็นเครื่องมือให้เขาบริหารเสน่ห์เล่นๆ ให้เสียอารมณ์เสียความรู้สึก ยกเว้นว่าเขาเคลียร์ตัวเองได้ และเต็มใจคบเราคนเดียว

รักให้ถูกคน

เรื่องรักให้ถูกคนนี้ก็สำคัญมากเหมือนกันคือเรากับเขาต้องมีความเหมาะสมกันในระดับหนึ่ง เขาต้องเป็นคนรักดี รักเรียน รักเพื่อน อาจไม่ต้องเรียนเก่งถึงขั้นอันดับหนึ่ง แต่ก็ต้องไม่ใช่คนที่มีประวัติเสีย หรือมีประวัติเกเร เป็นหัวโจก เป็นนักเลง โดดเรียนตะลอน ๆ เที่ยว หรือไม่ก็ไปรักหนุ่มข้างบ้าน หล่อกินขาดมาดแมนปานพี่ติ๊กเจษฎา แต่ว่าขี้เกียจจะเรียนแบบสันหลังยาว วัน ๆ เอาแต่เที่ยวตะลอน ๆ

คนแบบนี้ไม่น่าจะมีใครรักใช่มั้ยค่ะ แต่บางทีก็มีสาว ๆ บางคนที่คิดว่าตัวเองเป็นนางเอก คือเราจะเปลี่ยนเขาได้ เขาต้องกลับตัวได้เพราะเราถ้าคิดอย่างนั้นแปลว่าอ่านนิยายน้ำเน่ามากไปหน่อยนะที่รัก

ต้องมีอนาคต มีความฝันร่วมกัน

ถ้ารักจะคบกันนาน ๆ จะเป็นรักแท้ เราต้องเผื่อที่ให้ใจเราที่ต้องเติบโตขึ้นไปด้วย คือคนคนนั้นเข้าต้องมีอนาคต มีความสามารถ มีจุดยืน มีความฝัน เรียกว่าไม่ใช่แค่ใช้ชีวิตไปวัน ๆ เขาต้องดูเป็นคนที่โตสมวัยตามจังหวะชีวิต ไม่ใช่ไรสาระไปวัน ๆ อยากเรียนต่ออะไร อยากเป็นอะไรไม่เคยคิดไว้เลย

หากมีอนาคตร่วมกัน มีความฝันร่วมกัน เราก็จะได้เดินเคียงข้างกันไป แม้ตัวห่างไกลไปเรียนคนละที่ เราก็จะแลกเปลี่ยนความรู้สึกกันอย่างเข้าใจ

ฟื้นฐานครอบครัว ใกล้เคียงกัน

ฟื้นครอบครัวก็สำคัญ เพราะถ้าเราถูกเลี้ยงดูถูกอบรมมาในครอบครัวที่มีฟื้นฐานต่างกันมากเกินไป จะทำให้เกิดช่องว่างระหว่างกันปรับตัวเข้าหากันได้ลำบาก ไม่ว่าจะรักกันแค่ไหน ก็ไปกันไม่รอด อย่างเช่นเธอเป็นลูกคุณหญิง แต่เขาเป็นคนคนใช้ เธอเรียนโรงเรียนนานาชาติ เขาเรียนที่วัดลิงขบ เธอใส่สายเดี่ยวเที่ยวสยาม แต่เขากางเกงขาก๊วยลุยงานวัดอะไรนี้เป็นต้น

ถ้าฟื้นฐานครอบครัวใกล้กัน ผู้ใหญ่ก็จะเข้ากันได้ง่าย ตัวเราก็จะกันได้ง่าย มีวิถีชีวิตเหมือนกัน พูดภาษาเดียวกัน เราจะคบกันไดยั่งยืน

ที่สำคัญต่างคนต้องจริงใจ ถ้าเกิดฝ่ายหนึ่งจริงใจ แต่อีกฝ่ายจิงโจ้ เป็นอันจบเห่ ประเภทรักเร่เพทุบายมีหวังไม่มีวันสร้างตำนานรักเกินสิบปี เอาไว้เล่าให้ลูกหลายฟังว่า พ่อกะแม่คบกันมาตั้งแต่มะยมเลยนะแหมฟังดูโรแมนติดดีไม่น้อยเชียว

 

ที่มา spucounsel@spu board

edit @ 4 Aug 2008 14:15:59 by 'Lenara

สัญญาณเตือนรักแท้

posted on 04 Aug 2008 14:12 by lenara

สัญญาณเตือนรักแท้


          ใครที่อยู่กันมาจนมีโซ่ทองคล้องคอ เอ้ย คล้องใจ อย่างที่ใจหวังแล้ว แต่พอหันมาดูความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยากลับรู้สึกทะแม่งๆ เพราะเคยว้าน หวาน เริ่มมีรสจืดๆ แปร่งๆ มาแจมแล้วล่ะก็…ต้องสำรวจกันหน่อยว่าเป็นสัญญาณเตือนภัยของชีวิตคู่หรือเปล่า….

          หลังจากแต่งงานกับสามีมาก็หลายปีดีดักแล้ว คุณภรรยาทั้งหลายเคยสังเกตความรู้สึกอารมณ์รักๆ ใคร่ๆ ระหว่างคุณเองกับสามีหรือไม่ครับ ว่ายังสดชื่นหวานแหววเหมือนตอนช่วงหลังแต่งงานใหม่ๆ หรือปัจจุบันมันชักจะจืดจางลง ไม่เหมือนเก่า หรือบางคนอาจถึงขั้นเบื่อหน่าย อยากเลิกไปให้พ้นๆ ซะแล้ว บางคนแต่งงานแล้ว นึกว่าจะได้เจอสรวงสวรรค์ ดันเป็นแค่นรกเปลี่ยนขุม บ้างก็หวานอมขมกลืน ในขณะที่มีคู่สามีภรรยาอีกเยอะแยะที่แม้ผ่านไปนานปียังจี๋จ๋า จนเป็นที่อิจฉาของเหล่าบรรดาคนโสด

           ภรรยาบางคนอาจพูดคุยกับเพื่อนๆ เรื่องสามีของแต่ละคน แล้วเปรียบเทียบเห็นความแตกต่าง ระหว่างเครื่องใช้ไฮเทคของเพื่อนพ้องกับเครื่องรางของขลังที่ตัวเองมีอยู่ เป็นเวลาเดียวกันกับที่คู่กรณีก็เห็นเราเหมือนคอมพิวเตอร์ตกรุ่น เริ่มสนใจโน้ตบุ๊กหุ่นเพรียวรุ่นใหม่ๆ มาประดับบารมี

           ทำไมความรักที่เราเคยให้ในวันเวลาแห่งวัยหนุ่มสาว ตอนจีบกันใหม่ๆ จึงแปรเปลี่ยนไปในวันนี้ เอ๊ะ! เราผิดปกติหรือแตกต่างจากคู่ครองอื่นๆ หรือเปล่า ในทางจิตวิทยาครอบครัวมีการพบว่าสัมพันธ์รักของชายหญิงมีทั้งหมด 4 ระยะครับ ว่ากันทีละขั้นๆ ให้เห็นจะแจ้งไปเลย

ระยะที่ 1 – คลั่งไคล้ใหลหลง (Chemical Madness)

           ก็ตอนยังไม่ได้แต่งงานกันแหละครับ เป็นแค่แฟนกันจิตใจของหนุ่มสาวจะอุดม เปี่ยมไปด้วยความเคลิบเคลิ้มเสน่หา ตื่นเต้น สดชื่น ฝันหวาน วาดหวัง มีพลังแม้บางครั้งอาจมีหงุดหงิด กังวล เหงาและว้าเหว่บ้าง ก็ยังถือว่าดัชนีอารมณ์เสน่หาผันผวนในแดนบวกแรงซื้อมากกว่าเทขาย

ช่วงระยะ In love นี้ อะไรๆ ก็งดงามไปหมด เพราะแต่ละฝ่ายจะหันด้านแห่งความดีงามเข้าหากัน ฝ่ายชายวางมาดให้สุดเท่ ฝ่ายหญิงบริหารเสน่ห์กันสุดๆ พบกันทีไรก็ดูดีร่ำไปทุกครั้ง ซุกซ่อนความชั่วร้ายไว้มิให้แพร่งพราย

เมื่อไม่กี่ปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทางการแพทย์ศึกษาพบว่าหนุ่มสาวที่อยู่ในห้วงเหวเสน่หา "ภาวะหน้ามืดตามัว" นั้นเกิดขึ้นเพราะมีการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีบางอย่างในสมอง เช่น 

  • โดปามีน (dopamine) สูงขึ้น เหมือนคนกินยาอี ยาเลิฟยังไงยังงั้น คือ อารมณ์เคลิบเคลิ้ม สดชื่นแจ่มใส มีความสุข เบิกบานใจ
  • นออีพิเนฟริน (norepinephrine) สูงขึ้น เหมือนคนมีกำลังมากเวลาไฟไหม้ จะเกิดเรี่ยวแรงมหาศาลจนสามารถยกตู้เย็นหนีออกจากบ้านคนอื่นมาเข้าบ้านตัวเองได้ คนมีความรักก็มีพลังใจในการต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ ในชีวิตเพื่อเธอผู้เป็นสุดที่รัก และเพื่อเราจะได้เป็นของกันและกัน
  • ซีโรโตนิน (serotonin) ต่ำลง ไม่แตกต่างจากคนไข้โรคย้ำคิดย้ำทำ เพราะฉะนั้นเวลาทำอะไรจะมีใบหน้าของคนรักมาหลอกหลอนเหมือนมีเขาเคียงคู่อยู่ใกล้ๆ แทบจะสิงเข้าร่างเราไปแล้ว คนไทยนิยมใช้คำว่า "หลงรัก" เพราะมันคือความรักที่นำหน้าด้วยคำว่าหลง แต่ในที่สุดอารมณ์หลงใหลในห้วงรักเหวลึกจะเริ่มผ่อนคลายลง เมื่อเราเข้าสู่พิธีวิวาห์ และใช้ชีวิตคู่ร่วมกันแล้วจะเข้าสู่ช่วงที่สองของรายการ


ระยะที่ 2 – ข้าวใหม่ปลามัน (Honeymoon Period)

         เปลี่ยนแปลงจากแฟนที่เจอกันเฉพาะตอนนัดมากินมื้อเย็น ดูหนังแล้วส่งกลับบ้าน พออยู่กินกันแล้ว เราก็เริ่มเห็นทุกด้านทุกสิ่งที่เขาและเธอเป็น เห็นทั้งตอนเข้านอน และตอนเช้าที่ยังไม่ได้ล้างหน้า ล่วงรู้แม้แต่ท่านอนที่ไม่เคยเจอเคยเห็นมาก่อน

อย่างไรก็ตาม เราก็ได้อยู่ใกล้ชิดกัน เป็นของกันและกัน มีเซ็กซ์บ่อยครั้ง เพราะถือว่าอยู่ในช่วงโปรโมชั่น สุขด้วยกันมันส์ทั้งคู่ แทนที่จะอยู่คนเดียวเสียวส่วนตัวเหมือนตอนเป็นโสด อะไรนิดอะไรหน่อยก็ยอมกันได้ เพื่อแลกกับรสชาติแปลกใหม่ของชีวิตและอนาคตที่น่าจะรุ่งโรจน์ ถือเป็นช่วงคืนกำไร ที่เราทั้งสองลงทุนก่อนแต่งงาน

นักจิตวิทยาฝรั่งเขาให้เวลาช่วงนี้ไม่เกิน 1 ปีแรกของชีวิตคู่……….

ระยะที่ 3 – สิ้นสุดเชื้อไฟแห่งเสน่หา (Chemical Crash)

          หลังอยู่กินกันประมาณ 30 เดือน (สองปีครึ่ง) สารเคมีแห่งความพิศวาสทั้งหลายแหล่ ที่โหมกระพืออารมณ์รักก็จางคลายจนแทบจะหมดสิ้นในสมอง เหลือเพียงการรับรู้ความเป็นจริงของชีวิตทุกแง่ทุกมุม ความหวานชื่นหลังวิวาห์อาจเหลือเพียงซากแห่งความทรงจำ นึกขึ้นมาเมื่อไหร่ก็อยากให้หวนคืนกลับมา

          เพราะโลกแห่งความจริงที่ชีวิตต้องเผชิญคือ ค่าใช้จ่ายที่มากขึ้น เงินผ่อนรถผ่อนบ้าน การทำงานหามรุ่งหามค่ำ นอนพักผ่อนไม่เพียงพอ การจราจรที่แสนสาหัส ความเครียดทั้งจากงานและเพื่อนร่วมงาน ภาวะตั้งครรภ์ ลูกที่เพิ่งคลอดใหม่ มือที่สามที่เริ่มเข้ามาแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด ฯลฯ

ระยะที่ 4 – เจ็ดปีแตกหัก (Seven – Year Itch)

          คุณแม่บ้านบางท่านอาจกำลังขะมักเขม้นกับการดูแลลูกๆ ตัวน้อยๆ จนไม่อยากใส่ใจกับสามีเข้าขั้น "เลี้ยงลูกจนลืมผัว" ในขณะที่สามีเองก็กำลังทะเยอทะยานทำงานหนักเพื่อความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ จนละเลยสมาชิกในครอบครัวก็เป็นพวก "บ้างานจนลืมลูกลืมเมีย" บางคู่ถึงกับประกาศ "ลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูต" เหลือเพียงอุปทูต และมีแนวโน้มอาจเหลือแค่ยุวทูต (แฟนต้า) ในอนาคต ถ้าไม่รีบฟื้นฟูสัมพันธภาพให้กลับมาหวานมันส์ฉันกับเธอเหมือนดังก่อนเก่า

           วันชื่นคืนสุขอาจเป็นแค่ฝันกลางวันของคู่ส่วนใหญ่ ในขณะที่บางคู่ก็ไหวตัวกัน และเริ่มหันหน้ามาพูดคุยเพื่อรื้อฟื้นเถ้าถ่านให้คุกรุ่นโชติช่วงอีกครั้ง

หากคุณอยากเริ่มแก้ไข ผมมีวิธีง่ายๆ ที่อยากเสนอ

1.  พูดจาภาษารัก สื่อสารทางบวกต่อกัน คือเมื่อไรก็ตามที่เราเกิดความรู้สึกดีๆ ต่อกัน อย่าละเลยที่จะเอื้อนเอ่ยให้เขาหรือเธอรู้ การพูดจาให้อีกฝ่ายเกิดความรู้สึกชื่นใจ สบายใจ หรือเกิดความภาคภูมิใจ เป็นเสมือนน้ำและปุ๋ยสำหรับต้นรักที่เราร่วมปลูก

2.  หลีกเลี่ยงการสื่อสารทางลบ คำพูดประเภท "วจีพิฆาต น้ำเสียงกระชากวิญญาณ" ต้องลด ละ เลิกในที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้อยคำเหน็บแหนม ถากถาง หรือท่าทีดูหมิ่น เหยียดหยาม ถือเป็นที่สุดของผู้มีวาจาเป็นอาวุธ รังสีอำมหิตแผ่ซ่านท่ามกลางบรรยากาศของครอบครัว

3.  จัดกิจกรรมฟื้นฟูรักเป็นระยะๆ สถานที่ใดที่เคยไปเที่ยวกันสมัยเป็นแฟนกันก็แวะเวียนไปบ้าง ความรู้สึกดีๆ ที่มีอยู่เดิมก็กลับมาเยี่ยมเยียนในใจของเราทั้งสองอีกครั้ง ตอนยังไม่ได้แต่งงาน เราไปเที่ยวกันบ่อย แต่ตอนนี้เรามีรายได้มากขึ้น ทำไมเรามีเวลาเที่ยวด้วยกันน้องลงครับ อาจเป็นเพราะเรามีรายจ่ายสำหรับวัตถุมากเกินไป

4.  ไม่มีใครกำหนดกฎเกณฑ์ว่าฮันนีมูนมีได้ครั้งเดียวในชีวิต จะมีซะปีละครั้งใครจะไปว่าอะไร ฝากลูกให้ญาติๆ ดูแลบ้าง สำหรับช่วงเวลาที่สามีภรรยาจะไปอยู่กันสองต่อสอง จัดช่วง promotion อีกครั้ง midnight sale ลดแลกแจกแถมความรู้สึกหวานชื่นอีกครั้ง พร้อมล้างสต็อกอารมณ์ทางลบให้หมดสิ้นจากคลังใจ
"เปลี่ยนที่ก็ยังพอทน แต่ถ้าเปลี่ยนคนก็พอกันที"


          มีผู้กล่าวว่า "รักแท้เกิดขึ้นหลังจากสารเคมีแห่งความเสน่หาทั้งหลายจางคลายลง" รักแท้คือความเมตตาต่อกัน ซึ่งควรพัฒนาให้มากขึ้นในช่วงเวลาที่ความเสน่หาค่อยๆ ลดน้อยลง โดยมีการสื่อสารทางบวกเป็นเครื่องมือ รวมถึงการปรับตัวเพื่อให้สองความต่างอยู่กันได้ในที่เดียวกัน ตรงข้ามกับคู่สามีภรรยาที่ใช้การสื่อสารทางลบเป็นปัจจัยให้ความรักที่มีต่อกัน เมื่อวันแห่งชีวิตคู่ค่อยๆ เริ่มจืดจางและเพิ่มพูนความรู้สึกหงุดหงิด รำคาญ ขุ่นเคือง โกรธ จนกลายเป็นความเคียดแค้น ชิงชัง

 

ที่มา spucounsel@spu board

edit @ 4 Aug 2008 14:15:19 by 'Lenara

เราจะมีวิธีถนอมความรัก ได้อย่างไรกันล่ะ วันนี้มีเคล็ดลับมาบอก
ไม่ผิดหรอกค่ะ.....ที่  จะกล่าวประโยคเด็ดประโยคนี้
 เพราะหากความรักของเราเน่าเสียเหมือน  ‘อาหารค้างคืน’ 
 หากบริโภคไป...ชีวิตอาจจะเป็นพิษได้ค่ะ
 และเราจะมีวิธีถนอมความรักได้อย่างไร...นั่นสิค่ะ
 เพราะความรักของแต่ละคนต่างมีปัจจัยที่ไม่เหมือนกัน
 บางคนก็รัก...ก็หลงจนโงหัวไม่ขึ้น
 คู่รักบางคู่นั้นชองคิดว่าตัวเองเป็นพระเอก – นางเอกละครค่ะ  จะเป็น  สวรรค์เบี่ยง,  จำเลยรัก  หรือจะเป็นเรื่อง  “นางทาส”  CAN  DO  ได้ทุกบท
 คู่รักบางคนก็เฉยชา  ไม่ค่อยพูดกันสักเท่าไร  สงสัยคงจะใช้  “กระแสจิต”  สื่อสารกันค่ะ
 
ไม่ใช่เรื่องยากเพราะว่าวิธีถนอมรักนี้มีเบสิคง่ายๆ  ของมันอยู่แล้ว
 สุดแท้แต่จะเอาไปปรับใช้ในชีวิตรักของตัวเองอย่างไรเท่านั้นเอง

กฏของการถนอมรักนั้นมีอยู่ว่า
*อย่าขอบอกเลิกทุกครั้งที่ทะเลาะกัน
 ประเด็นนี้สำคัญยิ่งนัก  ส่วนใหญ่  ฝ่ายหญิงจะเป็นคนขอท้าฝ่ายชายให้เลิก  เพราะอยากให้เขาเห็นคุณค่าคิดว่าเราสวยพอ  ดังนั้นจงมาง้อซะดีๆ แรกๆ  อาจจะใช้ได้ผล  แต่หากใช้การกระทำเยี่ยงนี้บ่อยเกินไป  ระวังผู้ชายจะไปแล้วไปลับก่อนที่จะฝากบอกว่า  “อยากเลิกกันก็ได้เลย”  ทีนี้ล่ะทายวิคะ...  ใครจะร้องไห้น้ำตาเช็ดหัวเข่า  ถ้าไม่ใช่เราเอง

*การเอาแต่ใจตัวเองนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติที่เกิดกับเราทุกผู้ทุกนาม  แต่ถ้าหากเอามาใช้กับความรักมีแต่จะพังพินาศ

*หึงเกินไปก็ใม่ดีนะคะ  เข้าใจค่ะ  ว่าความรักมันจะต้องมีอาการหึงหวงให้รู้ว่ายังรัก  ยังแคร์  ยังห่วงใย  ยังใส่ใจ  แต่ถ้าหากมันมากเกินไปล่ะ  มันจะนำพาซึ่งความเบื่อหน่าย  การไร้ซึ่งความอดทน
 ล่าสุด...เพื่อนชายรุ่นน้อง   ประสบมาแล้วค่ะ  ไม่ได้เป็นเพราะการไปเกาะแกะผู้หญิงที่ไหน  แต่แฟนของเพื่อนรุ่นน้องเกิดอาการหึง  “ฟุตบอล”  เพราะฝ่ายชายมัวแต่ดูกีฬาฟุตบอลดึก  เธอบอกว่าไม่ใส่ใจเธอเหมือนที่เคยเป็นมา

* ประเด็นนี้  ก็ว่าน่าคิด  ในเรื่องของการเชื่อเพื่อนมากเกินไป  เข้าใจค่ะว่าเพื่อนเรามักจะหวังดี  เลยทำตัวเป็นนักสืบ  “เชอร์ล็อคโฮลืมส์”  คอยตามติดพฤติกรรมของแฟนเรามารายงานอยู่เนืองๆ ซึ่งบางทีก็คิดแทนคุณไปเลยเถิดว่าแฟนของคุณคนนี้ดีพอสำหรับคุณหรือไม่  แบบนี้เขาเรียกว่าหวังดีมากเกินไปค่ะ

* อีกแบบก็ชอบโกหกยันเต  โกหกจนเป็นนิสัยทั้งที่บางทีไม่ได้ตั้งใจ คนรักกันย่อมไม่โกหกกันหรอกค่ะ
 แต่ถ้าหากพูดไม่หมด  เพื่ออยากจะให้อีกฝ่ายสบายใจ  ไม่ผิดกติกาค่ะ

*การไม่ให้เกียรติกันเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ความรักเน่าบูด  หมดอายุ  บริโภคไม่ได้ โดยเฉพาะการพูดข่มแฟนต่อห้าคนอื่น  ให้คนแวดล้อมคุณรู้สึกว่าแฟนคุณนั้นเปรียบเหมือน  “ลูกไก่ในกำมือ” 
 มองแบบขำๆ  ก็ขำค่ะ  แต่ถ้าไม่ให้เกียรติกันแบบนี้ สังเกตเห็นมานักต่อนักแล้ว  พังพาบทุกรายไป
 
นิสัยที่กล่าวมาไม่ควรนำไปใช้กับคนรักนะคะ หากใครมีนิสัยดั่งข้างต้น  ควรที่จะปรับปรุงตัวอย่างรุนแรง
เพื่อที่ว่าความรักของเราจะได้อยู่ยั้งยืนยงค่ะ


ที่มา sanook.คอม